แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่องเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่องเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ปราสาทหินพนมรุ้ง

ปราสาทหินพนมรุ้ง




จังหวัดบุรีรัมย์นั้นมีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นปราสาทหินมากมาย ปราสาทหินหนึ่งที่ขึ้นชื่อที่สุดคงจะเป็นที่อื่นไม่ได้นอกจาก “ปราสาทหินพนมรุ้ง” ปราสาทหินพนมรุ้งนี้ตั้งในอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง อยู่ที่บ้านตาเป็ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ห่างจากตัวเมืองบุรีรัมย์ลงมาทางทิศใต้ประมาณ 77 กิโลเมตร เดินทางโดยใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 218 สายบุรีรัมย์ - นางรอง เป็นระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร จากนั้นให้เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 24 สายสีคิ้ว - อุบลราชธานี ไปจนถึงหมู่บ้านตะโก ประมาณ 14 กิโลเมตร แล้วจึงเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2117 ผ่านบ้านตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติอีกประมาณ 12 กิโลเมตร ก็จะถึงอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง อีกเส้นทางหนึ่งให้เดินทางโดยใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 219 สายบุรีรัมย์ - ประโคนชัย เป็นระยะทางประมาณ 44 กิโลเมตร ถึงตัวอำเภอประโคนชัย จะเห็นทางแยกที่จะไปอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ซึ่งใช้เวลาเดินทางอีกประมาณ 21 กิโลเมตร โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 2075 และเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2117 ก็จะถึงที่หมาย ถ้าหากไม่ได้นำรถยนต์มาเองก็ให้ใช้บริการรถโดยสารจากขนส่งบุรีรัมย์ ก็ให้ขึ้นรถโดยสารสายบุรีรัมย์ - จันทบุรี พอถึงที่หมู่บ้านตะโก แล้วจึงลงจากรถ จากนั้นจะมีรถสองแถววิ่งไปอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ปราสาทหินพนมรุ้งนี้ตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟที่ดับสนิดแล้ว สูงประมาณ 200 เมตรจากพื้นราบ หรือประมาณ 350 เมตรจากทะเลระดับปานกลาง “พนมรุ้ง” นั้นมาจากภาษาเขมรคำว่า “วนํรุง” แปลว่า “ภูเขาใหญ่” จากหลักฐานที่ค้นพบทำให้ทราบว่าตัวปราสาทหินพนมรุ้งนั้นได้มีการบูรณะก่อ สร้างอย่างต่อเนื่องหลายสมัยด้วยกัน เริ่มตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 ถึงพุทธศตวรรษที่ 17 – 18 ซึ่งแต่ก่อนนั้นปราสาทหินพนมรุ้งนั้นเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย จากจารึกต่างๆ ที่พบพอจะสรุปได้ว่าปราสาทหินพนมรุ้งนั้นได้รับการสถาปนาเทวาลัยถวายพระ อิศวรโดย พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 3 กษัตริย์แห่งเมืองพระนครประมาณ พ.ศ. 1487-1511 แต่การสร้างในยุคเริ่มแรกนั้นยังไม่ได้เป็นปราสาทใหญ่โตอย่างเช่นปัจจุบัน ครั้งพอถึงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ราวปี พ.ศ. 1511 - 1544 พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ได้ทรงอุทิศที่ดินและข้าทาสบริวารแด่เทวสถานพนมรุ้ง ล่วงถึงพุทธศตวรรษที่ 17 นเรนทราทิตย์ เจ้านายแห่งราชวงศ์มหิทรปุระซึ่งเป็นพระญาติกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัด พระองค์ปกครองดินแดนแถบนี้ ได้บูรณะและก่อสร้างปราสาทแห่งนี้ให้ใหญ่โตขึ้น เพื่อถวายแด่องค์พระศิวะเทพเจ้าสูงสุดในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย จึงเปรียบเสมือนเขาไกรราสอันเป็นที่ประทับของพระศิวะ และเป็นศูนย์กลางของจักวาล นอกจากนเรนทราทิตย์จะสร้างเป็นเทวสถานเพื่อถวายแก่องค์พระศิวะแล้วพระองค์ ยังได้ใช้ปราสสาทหินพนมรุ้งนี้เป็นที่บำเพ็ญพรตเป็นโยคี ทว่าเมื่อพระเข้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอมได้หันมานับถือพุทธศาสนาลักธิมหายาน ก็ได้ปรับปรุงดัดแปลงให้สถานที่ท่องเที่ยวปราสาทหินพนมรุ้งเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนา โดยแต่เดิมนั้นปราสาทหินพนมรุ้งสร้างขึ้นจากหินทรายสีชมพู

ความมหัศจรรย์ของสถานที่ท่องเที่ยวปราสาท หินพนมรุ้งนี้คือแสงอาทิตย์ที่ขึ้นจะตกนั้นจะตรงกันทั้งประตู 15 บานของปราสาทพร้อมๆ กัน ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นปีละ 4 ครั้งแต่ละครั้งจะมีระยะเวลาดังนี้

                ครั้งที่ 1 ดวงอาทิตย์ตกในวันที่ 5 – 7 มีนาคม เวลา 18.15 – 18.22 น.
                ครั้งที่ 2 ดวงอาทิตย์ขึ้นในวันที่ 2 – 4 เมษายน เวลา 06.05 – 06.12 น.
                ครั้งที่ 3 ดวงอาทิตย์ขึ้นในวันที่ 8 – 10 กันยายน เวลา 05.56 – 06.05 น.
                ครั้งที่ 4 ดวงอาทิตย์ตกในวันที่ 5 – 7 ตุลาคม เวลา 17.50 – 17.57 น.

                ซึ่งเป็นเช่นนี้ทำให้เห็นถึงภูมิปัญญาและอัจฉริยภาพในการผสมผสานเทวศาสตร์ และดาราศาสตร์ในด้านสถาปัตยกรรม ของของโบราณได้เป็นอย่างดี

* เรียบเรียงโดย กินเที่ยวทั่วไทย
**ภาพจาก http://learners.in.th/blog/khuanroen/294995

วัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพมหานคร

วัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพมหานคร


                วัดที่ประชาชนเดินทางมาเคารพสักการะมากวัดหนึ่งในกรุงเทพฯ นั้นคือวัดไตรมิตรวิทยาราม ตั้ง อยู่ที่ถนนเจริญกรุง แขวงตลาดน้อย วัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง ซึ่งเดิมมีชื่อเรียกว่า “วัดสามจีน” จากการตั้งชื่อนี้เข้าใจว่าน่าจะก่อตั้งโดนคนจีน 3 คน เป็นผู้ร่วมก่อสร้างพรอารามเพื่อเป็นวิหารทานบุญ เช่นเดียวกับวัดสามปลื้มหรือวัดจักรวรรดิฯ นั้นเอง ครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2477 พระมหากิ๊ม สุวรรณชาต ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสในสมัยนั้นเป็นผู้ริเริ่มการลงมือปรับปรุงวัด ราวๆ ปี พ.ศ.2480 หลังจากได้รับอนุมัติจากมหาเถระสมาคมอนุญาตให้ปรับปรุงแล้วในปี พ.ศ. 2582 ก็ได้มีประชาชน คณะครูและนักเรีนมาร่มกับบูรณะปฏิสังขรวัดนี้ให้ดีขึ้นก่อนจะเปลี่ยนชื่อวัด เสียใหม่จากเดิมวัดสามจีนเป็นวัดไตรมิตรวิทยาราม ซึ่งมีความมายถึงคนจีนที่เป็นเพื่อนหรือมิตรกันสามคนร่วมก่อสร้างขึ้น ครั้งเมื่อปรับปรุงวัดเสร็จแล้วก็มีการสร้างโรงเรียนปริยัติธรรมและโรงเรียน ระดับมัธยมของรัฐบาลอยู่ภายในบริเวณของวัดอีกด้วย

                แหล่งท่องเที่ยวสิ่งที่มีความสำคัญและเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไปของวัดนี้คือ พระสุโขทัยไตรมิตร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองคำขนาดใหย่ที่สุดและได้รับการบันทึกในหนังสือกินเนส บุ๊คออฟเรคคอดร์ ด้วยองค์พระมีขนาดหน้าตักกว้าง กว้าง 3.01 เมตร สูง 3.91 เมตร องค์พระสามารถถอดได้ 9 องค์ จากฐานองค์พระขึ้นไปเนื้อทองบริสุทธิ์ 40 %พระพักตร์มีเนื้อทอง 80 % ส่วนพระเกศมีน้ำหนัก 45 กิโลกรัม เป็นเนื้อทองบริสุทธิ 99.99 % โดยสันนิษฐานกันว่าพระพุทธรูปองคืนี้สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย เป็นพระพุทธรูปแบบปางมารวิชัย เดิมเข้าใจว่าประดาฐานอยู่ที่จังหวัดสุโขทัย ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้โปรดให้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท จึงได้ไปอันเชิญ พระพุทธรูปมาจากเมืองเหนือเพื่อนำมาประดิษฐานยังวัดสำคัญ พระพุทธรูปที่เชิญมามีจำนวนมาก ทำให้ดูแลไม่ทั่วถึง ขุนนางผู้หนึ่งจึงแอบเอาปูนไล้พระพุทธรูปทองคำแล้วนำมาไว้ยังวัดที่ตนสร้าง จนได้อันเชิญมาไว้ที่วัดพระยาไกร (วัดโชติการาม) ต่อมาบริษัทอิสท์เอเซียติกได้ขอเช่าที่วัด (ซึ่งขณะนั้นเป็นวัดร้างแล้ว) เป็นโรงเลื่อยจักร จึงได้อันเชิญไว้ที่ข้างพระเจดีย์และปลูกเพิงสังกะสีมุงเป็นหลังคากั้นไว้ อย่างหยาบ ๆ หลังจากนั้นเป็นเวลาเกือบ 20 ปี เมื่อพระอุโบสถและพระวิหารหลังใหม่สร้างเสร็จ จึงได้อัญเชิญชั้นประดิษฐาน แต่ในระหว่างการเคลื่อนย้ายปูนที่หุ้มองค์พระกะเทาะออก จึงทำให้เห็นองค์พระข้างในเป็นทองคำ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2498 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ใหม่ว่า “พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร”

*เรียบเรียงโดย กินเที่ยวทั่วไทย
**ภาพประกอบจาก http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=698.0

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ปรางค์กู่ ชัยภูมิ

ปรางค์กู่ ชัยภูมิ


จังหวัดชัยภูมิเป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่ง ที่มีศาสนสถานที่ควรจะไปเคารพสักการะมากมายหนึ่งในนั้นคือ สถานที่ท่องเที่ยว “ปรางค์ กู่” ปรางค์ที่อยู่ในตัวเมืองปรางค์กู่ อยู่ที่บ้านหนองบัว ตำบลในเมือง เขตอำเภอเมือง อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๓ กิโลเมตร ศาสนสถานนี้เป็นอโรคยาศาล สร้างขึ้นสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ระหว่าง พ.ศ. 1724 - 1763 ราวพุทธศตวรรษที่ 18 ซึ่งปัจจุบันนี้ ปรางค์กู่เป็นโบราณสถานที่สำคัญ และมีสภาพสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิ มีแผนผังและลักษณะเช่นเดียวกับปราสาทที่เป็นอโรคยาศาล ซึ่งมักจะชอบสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ตัวปรางค์มีปรางค์ประธานอยู่ตรงกลาง 1 องค์ มีวิหารหรือบรรณาลัยด้านหน้า 1 หลัง ล้อมรอบด้วยกำแพงซึ่งมีโคปุระเฉพาะด้านหน้าทั้งหมด ก่อด้วยศิลาแลงยกเว้นกรอบประตูหน้าต่าง ทับหลัง เสาประดับเป็นหินทราย หันหน้าไปทางทิศตะวันออก นอกกำแพงตรงมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีสระน้ำ 1 สระ ยังคงสภาพสมบูรณ์ดีมาก โดยเฉพาะปรางค์ประธานซึ่งมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 5 เมตร ย่อมุมไม้สิบสอง ด้านหน้ามีประตูเข้าออกทำเป็นมุขยื่นออกมา ผนังปรางค์อีก 3 ด้านเป็นประตูหลอก เหนือประตูหลอกด้านทิศเหนือยังคงมีทับหลังติดอยู่ จำหลักภาพตรงกลางเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งปางสมาธิเหนือหน้ากาล ซึ่งจับท่อนพวงมาลัยไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง ด้านข้างทางซ้ายและขวาจำหลักรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร กับรูปนางปรัชญาปารมิตา ด้านหน้ามีทับหลังเช่นกัน สันนิษฐานว่าสลักเป็นภาพเดียวกัน แต่ปัจจุบันลบเลือนมาก ที่ช่องประตูหลอกด้านทิศเหนือยังมีพระพุทธรูปศิลาปางสมาธิ ศิลปะแบบทวาราวดี ขนาดสูง 1.75 เมตร หน้าตักกว้าง 7.5 เมตร ประดิษฐานอยู่ 1 องค์ ซึ่งเป็นของที่เคลื่อนย้ายมาจากที่อื่น นอกจากนี้ยังพบทับหลังและองค์ประกอบสถาปัตยกรรมอื่นๆ อีก

การเดินทางไปท่องเที่ยวปรางค์กู่จากจังหวัดชัยภูมิมาตามทางหลวงหมายเลข 202 ประมาณ 1 กิโลเมตร จะมีทางแยกเลี้ยวขวาเข้าปรางค์กู่เป็นระยะทาง 2 กิโลเมตร

*เรียบเรียงโดย กินเที่ยวทั่วไทย
**ภาพจาก http://www.unseentourthailand.com

อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา

อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา



แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดพังงานั้นเป็นจังหวัดที่น่าแหล่งท่องเที่ยวอีกจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ โดยเฉพาะที่ “อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา” นั้นเป็นทะเลที่สวยงามและมีความสงบร่มเย็น สีทะเลออกสีเขียวมรกตสวยงามในแบบของทะเลอันดามัน อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงานนี้คลอบคลุมพื้นที่ซึ่งเป็นป่าชายเลนที่อุดม สมบูรณ์และใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศ โดยนับตั้งแต่เขตอำเภอเมืองจังหวัดพังงา เลียบตามชายฝัง ไปจนถึงอำเภอตะกั่วทุ่ง ซึ่งคิดเป็นปริมาณถึง 80 เปอร์เซ็นของพื้นที่ ที่ประกอบไปด้วย เกาะน้อยใหญ่ มากถึง 42 เกาะ ทั้งนี้ตามเส้นทางที่มุ่งสู่เกาะปันหยีนั้นสามารถพบเห็นภาพเขียนซึ่งมีอายุ อยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์หรือมีอายุไม่ต่ำกว่า 3,000 ปีมาแล้วเป็นจำนวนหลายภาพ ในอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงานี้มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่ขึ้นชื่อเช่น เขาตะปู เขาพิงกัน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับโลก จากการที่กองถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเจมส์บอนด์มาถ่ายทำในปี 2517 ในตอนที่ชื่อว่าเพชฌฆาตปืนทอง
  
กาะตะปู เป็นเขาหินปูนมีอายุประมาณ 250 ล้านปี เนื่องจากเป็นเขาหินปูนทำให้ละลายน้ำได้ง่าย เกาะตะปูจึงมีรูปร่างอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ไม่แต่เพียงเกาะตะปูเท่านั้นที่มีรูปร่างแปลกอย่างที่เห็น เกาะต่างๆ ในจังหวัดพังงานก็มีสภาพไม่ต่างกัน นั้นก็เพราะเกาะเหล่านั้นมีลักษณะเป็นเขาหินปูน เขาพิงกันก็เช่นกัน แต่เดิมเกาะตะปูและเขาพิงกันได้เชื่อมต่ออยู่บนพื้นเดียวกัน แต่เนื่องจากเกิดการเคลื่อนตัวของผิวโลก ทำให้เกิดรอยเลื่อนขนาดใหญ่เป็นแนวพาดผ่านอ่าวพังงาจึงทำให้เกาะตะปู และเขาพิงกันแยกห่างออกจากกันดังเช่นปัจจุบัน รอยเลื่อนนี้เรียกว่ารอยเลื่อนคลองมะลุ่ย




ถ้ำลอด นั้นก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบเป็นอย่างมาก ถ้ำมีขนาดใหญ่ ความยาวประมาณ 50 เมตร เรือสามารถลอดผ่านได้ ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยยื่นออกมาให้ชมอย่างสวยงาม และระหว่างการเดินทางไปยังถ้ำลอดนั้น นักท่องเที่ยวจะผ่านป่าชายเลน ที่นับว่ามีความอุดมสมบูรณ์ผืนหนึ่งของประเทศไทย

เกาะห้อง มีลักษณะเป็นเขาหินปูนเหมือนเช่นกันเกาะที่มีอยู่ทั่วไปในจังหวัดพังงา ในเกาะห้องนั้นมีหินงอกหินย้อยอยู่เต็มไปหมดแลดูมีความสวยงามตามธรรมชาติ และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ลักษณะของเกาะนั้นคล้ายห้องหลายๆ ห้องเรียงต่อกันเป็นแถว ภายในบริเวณเต็มไปด้วยพันธุ์พืช และสัตว์ป่าชนิดต่างๆ จำนวนมากนักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปชมความงามบนเกาะได้ โดยการจอดเรือที่หน้าเกาะ และใช้เรือแคนูพายเข้าไปชมภายในถ้ำต่างๆ ที่อยู่ในเกาะ

*เรียบเรียงโดย กินเที่ยวทั่วไทย
***ภาพประกอบจาก http://www.siamfreestyle.com
http://mail.hu.ac.th
http://www.oknation.net/blog/maruko

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย

อุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย




          นอกจากแก่งสะพือที่มีนักท่องเที่ยวนิยม ไปเที่ยวกันมากแล้ว ที่อำเภออำเภอบุณฑริก อำเภอนาจะหลวย และอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศลาวและประเทศกัมพูชา หรือที่เรียกกันว่า “สามเหลี่ยมมรกต” นั้นยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกเช่นภูจองนายอย ภูจองน้ำซับ ภูจอง ภูจันทร์แดง ภูพลาญสูง ภูพลาญยาว สถานที่ท่องเที่ยวเหล่า นี้นั้นมีความงดงามตามธรรมชาติเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งพื้นป่าของที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาพนมดงรักที่มีภูเขาใหญ่น้อย มากมาย โดยรวมทั้งสิ้นมีพื้นที่ประมาณ 428,750 ไร่ หรือ 686 ตารางกิโลเมตร

                จากการเข้าไปสำรวจของกรมป่าไม้พบว่าป่าแห่งนี้นั้นอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วย พรรณไม้และสัตว์ป่านานาชนิด และจากการสำรวจในครั้งนั้น วันที่ 1 มิถุนายน 2530 สถานที่แห่งนี้ได้ถูกจัดตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติชื่อ “อุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย” นับได้ว่าเป็นอุทบายแห่งชาติลำกับที่ 53 ของประเทศไทย

                ลักษณะโดยทั่วไปของอุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอยนั้น เป็นเทือกเขาใหญ่ซึ่งมีแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของจังหวัดอุบราชธานี สภาพป่าเป็นป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง เบญจพรรณ และป่าเต็งรัง มีพรรณไม้ขึ้นอยู่หนาแน่อุดมสมบูรณ์ ดินนั้นส่วนมากจะเป็นดินลูกรังปะปนกับหินปูน มีสถานที่ท่องเที่ยวนา สนใจอยู่หลายแห่งเช่นแก่งลำดวน ภูดินดาษซึ่งเป็นจุดชมวิวบนหน้าผาสูงสามารถมองเห็นทัศนียภาพของสามประเทศที่ อยู่เบื้อล่างได้ ในอุทยานก็มีน้ำตกอยู่ไม่น้อยเช่น น้ำตกห้วยหลวง (ถ้ำบักเตว) น้ำตกจุ่มจิ๋ม หรือน้ำตกประโดนลออ น้ำตกห้วยหลวง น้ำตกเกิ้งแม่พอง ตลอดรวมไปถึงแก่งศิลาทิพย์ แก่งสามพันปี และแก่งกะเลา

                นอกจากนี้ทางอุทยานยังได้จัดที่พักไว้ให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการพักผ่อนที่อุทยาน ทั้งบ้านพักและจุดกางเต็นท์ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่สนจะเข้าพักจะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติก่อน

*เรียบเรียงโดย กินเที่ยวทั่วไทย
**ภาพประกอบจาก http://bangkok-guide.z-xxl.com/reviews-resorthotel/nationalpark/8538.html
http://lib12.kku.ac.th/e-san/?View=entry&EntryID=373

ภูแก้วแอดเวนเจอร์พาร์ค

ภูแก้วแอดเวนเจอร์พาร์ค





ท่ามกลางสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติในจังหวัดเพชรบูรณ์นั้น เขาค้อนับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวไปอันดับหนึ่ง เพราะนอกจากจะมีบรรยากาศทางธรรมชาติที่น่าสัมผัสยิ่งแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถ เล่นกิจกรรมต่างๆ นานาได้ที่ “ภูแก้วแอดเวนเจอร์พาร์ค” หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ศูนย์กิจกรรมผจญภัยกลางแจ้ง (Soft Adventure) เป็นสถานที่ที่รวบรวมเอากิจกรรมกลางแจ้งที่สนุกและท้าทายเอาไว้ให้แด่นักท่องเที่ยวที่ ชอบกิจกรรมแนวนี้ ไม่ว่าจะเป็น การขึ้นกระเช้าที่มีความยาวกว่า 150 เมตรที่เบื้องล่างเป็นสายน้ำ ,ไต่ยอดไม้ฐานเชือกที่เป็นการผจญภัยในรูปแบบใหม่ 7 ฐาน ซึ่งขึงกันไปมาระหว่างยอดไม้ต่างๆ ,ล่องแก่งน้ำตก ,รถเลื่อนความเร็วสูงซึ่งกิจกรรมนี้เป็นแนวคิดที่ได้มาจากการเล่นรถเครื่อง ของชาวม้งทางภาคเหนือของไทย ที่ผสมผสานเข้ากับการแข่งรถในรูปแบบของ Go Cart แล่นไหลลงตามแนวไหล่เขาที่สูงประมาณ 700 เมตร, โรยตัวสูงจากหอที่มีความสูง 34 ฟุต ผ่านแผ่นผากว่าชัน 90 องศา และการโรยตัวยุทธวิธีแบบหน่วย S.W.A.T ,โล้ชิงช้าจากระดับความสูง 20 ฟุตทิ้งตัวลงมาในอากาศ,พายเรือแคนน้ำ,กิจกรรมทุ่นกระโดดลอยตัวกลางน้ำ ฯลฯ กิจกรรมทั้งหมดนี้มีการรับรองความปลอดภัยจากสถานที่ตามมาตรฐาน ภายในศูนย์นั้นยังมีบ้านพักตากอากาศท่ามกลางความสวยงามและสงบของธรรมชาติอีก ด้วย

                นักท่องเที่ยวที่ สนใจเดินทางไปภูแก้วแอดเวนเจอร์พาร์คนั้นสามารถเดินทางไปตามหลวงหมายเลข 12 ถนนพิษณุโลก-หล่มสัก ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ เลยจากสามแยกทางเข้าไปยังเขาค้อประมาณ 5 กิโลเมตร มีกิจกรรมกลางแจ้ง รีสอร์ตที่พัก และโรงแรมเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ เพชรบูรณ์ 0-5675-0056-7, กรุงเทพ 0 2551-9304จำนวนห้องพัก มีห้องพักในสไตล์โรงแรม และบ้านพักรีสอร์ท หลังขนาด 2 คน ขึ้นไป ถึง 30 คนอัตราราคาห้องพัก 2,200 - 20,000 บาท

*เรียบเรียงโดย กินเที่ยวทั่วไทย
**ภาพประกอบโดย http://www.anywheremagazine.com

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร




แหล่งท่องเที่ยวพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดในภาคใต้ ที่น่าสนใจเข้าเยี่ยมชมเป็นอย่างยิ่งนั้นก็คือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชุมพร ซึ่งนับว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั้น เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ไฮเทคมากแห่งหนึ่งของประเทศไทย ทันสมัยด้วยการ์ดเสียบ และจัดแสดงนิทรรศการแบบเครื่องไหว อีกทั้งยังมีการแสดงแบบแสง สี เสียง บอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่อดีตทั้งในเรื่องของโบราณสถาน โบราณวัตถุ และประวัติศาสตร์ของจังหวัดชุมพร โดยมีการแบ่งการแสดงออกเป็นหัวข้อต่างๆ ได้ 8 หัวข้อเช่น ชุมพรวันนี้ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในจังหวัดชุมพร พัฒนาการแรกเริ่มของจังหวัดชุมพร ชุมพรในสมัยประวัติศาสตร์ ชุมพรกับการเป็นเส้นทางผ่านของพายุไต้ฝุ่น ชุมพรกับสงครามโลกครั้งที่ 2 และวีรกรรมของยุวชนทหาร ธรรมชาติวิทยาและมรดกดีเด่นของจังหวัดชุมพร และประวัติของพลเรือเอกพรเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชุมพรจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมได้ในวันพุธ – วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 9.00 น. – 16.00 น. โดยคิดค่าเข้าชมคนไทย 10 บาท และชาวต่างชาติ 30 บาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชุมพรนี้ตั้งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปตามถนนเพชรเกษม หมายเลข 4 ประมาณ 5 กิโลเมตร

*เรียบเรียงโดย กินเที่ยวทั่วไทย
**ภาพประกอบ http://www.blackspin.siam.im/Page5.html

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

พิพิธภัณฑสถานบ้านเชียง

พิพิธภัณฑสถานบ้านเชียง




                เมื่อปีพ.ศ. 2535 ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 16 ที่เมืองแซนตาเฟ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยผ่านข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงได้เป็นมรดก โลก เนื่องจากแหล่งโบราณคดีฯ นี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทาง โบราณคดีที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี การขุดพบแหล่งโบราณคดีนี้ทำให้ทราบถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสมัย ก่อนประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปได้ถึง 5,000 ปี

                การขุดพบครั้งนั้นทำให้เห็นร่องรอยมองมนุษย์ในประเทศไทย ซึ่งทำให้เห็นถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชุมชนที่พัฒนาขึ้นในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะความรู้และภูมิปัญญาในเรื่องของการปั้นเครื่องปั้นดินเผาซึ่งสามารถ แบ่งออกได้ 3 ยุคคือ  ยุคภาชนะดินเผาสมัยต้น อายุ 5,600-3,000 ปี โดยดูได้จากการมีลายเชือกทาบ ซึ่งคาดกันว่าเป็นปอกัญชา ทั้งยังมีลายขูดขีด และมีการเขียนสีบ่า โดยพบวางคู่กับโครงกระดูก บางใบใช้บรรจุศพเด็กด้วย ยุคภาชนะดินเผาสมัยกลาง อายุ 3,000 ปี-2,300 ปี สมัยนี้เป็นสมัยที่เริ่มมีการขีดทาสีแดงแล้ว ยุคภาชนะดินเผาสมัยปลาย อายุ 2,300 ปี-1,800 ปี เป็นยุคที่มีลวดลายที่สวยงามที่สุด ลวดลายพิสดาร สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมที่สงบสุข ก่อนที่จะกลายมาเป็นการเคลือบน้ำโคลนสีแดงขัดมัน และ ยุคสำริด ในครั้งนั้นชาวบ้านเชียงนิยมทำเครื่องมือเครื่องใช้ และเครื่องประดับจากสำริดในระยะแรก ก่อนที่จะรู้จักใช้เหล็ก ชาวโพลีนีเซียมีหลักฐานว่านิยมใช้สำริดเช่นกัน ใช้ทำเป็นกลองมโหระทึก

                ในการเดินทางแวะชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงนั้นสามารถเข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00 น – 17.00 น. โดยการเดินทางนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 22 อุดรธานี – สกลนคร เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 50 บริเวณปากทางเข้าบ้านปูลู จะพบป้ายบอกทางไปสู่พิพิธภัณฑ์ด้านซ้ายมือ เข้าสู่ถนนหลวงหมายเลข 2225 อีกประมาณ 6 กิโลเมตร ก็จะถึงพิพิธภัณฑ์

*เรียบเรียงโดย กินเที่ยวทั่วไทย
**ภาพประกอบจาก http://th.wikipedia.org

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์




                เขื่อนที่มีความสวยงามและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ประชาชนให้ความสนใจเดิน ทางไปเที่ยวมากแห่งหนึ่งคงเป็นที่อื่นไม่ได้นอกจาก “เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์” ซึ่ง ตั้งอยู่ที่บ้านหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ลักษณะเป็นเขื่องดินที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ซึ่งมีแม่น้ำสำคัญไหลผ่านั้นก็คือ “มีน้ำป่าสัก ซึ่งใหญ่เป็นอันดับที่ 13 ในจำนวน 25 แม่น้ำสายใหญ่และสำคัญของประเทศไทย มีพื้นที่เป็นลุ่มน้ำ เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำประมาณ 14,520 ตารางกิโลเมตร มีลักษณะของลุ่มน้ำแคบเรียวยาว แหล่งต้นน้ำอยู่จังหวัดเลย ลำน้ำมีความยาว 513 กิโลเมตร ไหลผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี และมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยประมาณ 2,400 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริเมื่อ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2532 ให้กรมชลประทานศึกษาความเหมาะสมของโครงการเขื่อนกักเก็บน้ำแม่น้ำป่าสัก อย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพื่อประโยชน์ต่อพื้นที่เพาะปลูก และ บรรเทาปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นประจำในลุ่มน้ำป่าสัก เป็นผลสืบเนื่องมายังเขตกรุงเทพมหานคร และเขตปริมณฑลด้วย ซึ่งนำความเดือนร้อนมาให้ราษฎร์เกือบทุกปี ต่อมาเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2536 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัส  เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนพรรษา เกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำของกรมชลประทานว่า หากเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปัจจุบัน ก็สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และขาดแคลนน้ำให้กับประชาชนได้ จะต้องก่อสร้างเขื่อน 2 แห่ง ที่แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำนครนายก ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ดำเนินการ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2537 โครงการนี้ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2537 - 2542 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาพระราชทานนามเขื่อนนี้ว่า "เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์" อันหมายถึง "เขื่อนแม่น้ำป่าสักที่เก็บกักน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ" เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ได้เริ่มเก็บกักน้ำครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2541

                สภาพโดยทั่วไปของเขื่อนนั้นมีความสวยงามตามธรรมชาติ สามารถศึกษาและดูวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ทำการประมงแถวนั้นได้ มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ น่าสนใจคือ พิพิธภัณฑ์ลุ่มน้ำป่าสัก เป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงให้เห็นถึงวิธีของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ลุ่มน้ำป่าสัก และวิธีชีวิตของชาวไทยเบิ้งซึ่งเคยอาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณเขื่อนมาก่อน อีกทั้งยังมีรถลากไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวที่ต้องการชมความงามตามสันเขื่อน หากเดินทางมาตรงกับช่วงที่ดอกทานตะวันบาน (บานประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม) นักท่องเที่ยวจะ เห็นความงามของดอกทานตะวันบานอยู่ริมสันเขื่อนสีเหลืองทองสดใสกว้างไกลสุด ลูกหูลูกตา การเดินทางไปยังเขื่อนป่าสักนั้นสามารถเดินทางไปเช้าเย็นกลับโดยอาศัยรถไฟไป ลงที่หนาปากทางเข้าเขื่อนได้ แต่ถ้าหากนักท่องเที่ยวต้องการพักที่เขื่อนนั้นก็สามารถทำได้โดยติดต่อได้ที่เจ้าหน้าที่เขื่อน

*เรียบเรียงโดย กินเที่ยวทั่วไทย
***ภาพประกอบโดย http://th.wikipedia.org/wiki

วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แก่งสะพือ

แก่งสะพือ



จังหวัดอุบลราชธานีเป็นจังหวัดหนึ่งที่มี แม่น้ำสายใหญ่สายหลักผ่านนั้นก็คือ “แม่น้ำมูล” นั้นเอง เมื่อมีแม่น้ำสายใหญ่ไหลเช่นนี้แล้ว ก็เป็นเรื่องปรกติที่จะมีเกาะแก่งมากมายในแม่น้ำสายนั้นๆ  และที่นี่เองแก่งหนึ่งที่เป็นที่ขึ้นชื่อไม่น้อยกว่าที่ไหนๆ นั้นก็คือ “แก่งสะพือ” แก่งสะพืออยู่ที่อำเภอพิบูลมัสาหาร ห่างจากตัวจังหวัดอุบลราชธานีประมาณ 45 กิโลเมตร โดยไปตามทางหลวงหมายเลข 217 เดิมแก่งสะพือนี้มีชื่อว่า “ซำพืด” หรือ “ซำปื้ด” เป็นภาษาของส่วยแปลว่า “งูใหญ่”  หรือ “งูเหลือม” แต่เมื่อเรียกไปเรียกว่าจึงเพี้ยนเป็น “แก่งสะพือ” ในปัจจุบัน แก่งสะพือมีความงดงามตามธรรมชาติมีหินน้อยใหญ่เรียบรายสะลับซับซ้อน มีกระแสน้ำไหลผ่านและกระทบแก่งหินทำให้เกิดฟองสีขาวและเสียงดังอยู่ตลอดเวลา บริเวณริมแก่งนั้นมีศาลาพักร้อนตั้งอยู่เป็นจุดๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้นั่งแวะชมบรรยากาศของแก่ง



                ราวช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคมนั้น จะเป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวเดิน ทางไปเที่ยวแก่งสะพือเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นหน้าร้อนระดับน้ำในแก่งจึงลดลงทำให้สามารถมองเห็นเกาะแก่งต่างๆ ได้อย่างชัดตาและสวยงาม และในช่วงเมษายนของทุกปี ในเทศกาลสงกรานต์ ทางอำเภอพิบูลมังสาหารจะจัดให้มีงานประเพณีสงกรานต์ที่แก่งสะพือ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและรักษาประเพณีอันดีงามของจังหวัดเอาไว้ ในช่วงนี้เองแก่งสะพือจะคึกตักเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลมาทั่วทุกสารทิศ

                ณ บริเวณเชิงสะพานข้างแม่น้ำมูลห่างจากแก่งสะพือราว 1 กิโลเมตร มีตลาดเก่าอยู่แห่งหนึ่งที่ยังคงอนุลักษณ์สภาพบ้านเรือนในรูปแบเดิมเอาไว้ ที่นี่มีการซื้อขายปลาที่ชาวบ้านจับขึ้นมาจากแม่น้ำมูลมากมาย ให้นักท่องเที่ยวได้ เลือกซื้อเพื่อนำกลับไปปรุงเป็นอาหาร อีกสองสิ่งที่เป็นที่นิยมซื้อนำกลับไปเป็นของฝากกันก็ได้แก่ ซาลาเอาและหนังกบแห้ง ซึ่งสองสิ่งนี้นับว่าเป็นของฝากที่ขึ้นชื่อของที่นี่เลยก็ว่าได้

*เรียบเรียงโดย กินเที่ยวทั่วไทย
**ภาพจาก http://www.maemaiplengthai.com
http://gotoknow.org/blog/sophitwong/29700

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แก่งบางระจัน เขาค้อ

แก่งบางระจัน เขาค้อ



                จังหวัดเพชรบุรีนั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายหลายแห่ง สถานที่หนึ่งซึ่งเป็นทีรู้จันกันดีในหมู่นักท่องเที่ยวคือ “แก่งบางระจัน” ที่บ้านหนมองแม่นา อำเภอเขาค้อ แก่งบางระจันนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ มีกิจกรรมมากมายเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแนวธรรมชาติป่า-เขา นอกจากนักท่องเที่ยวจะ ได้เห็นความงามตามธรรมชาติแล้ว ยังสามารถสัมผัสได้ถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านซึ่งมีความผูกพันธุ์เป็นอันหนึ่ง อันเดียวกับธรรมชาติอีกด้วย

ในตำบลหนองแม่นานี้มีลำธารใสไหลเย็นผ่านตลอดทั้งปี ในฤดูฝนนั้นน้ำจะเอ่อสูงท่วมแก่งจนมองไม่เห็นก้อนหินที่อยู่อยู่ใต้น้ำ ทว่าหลังจากฤดูฝนจางหายไป ความสวยงามของโขดหินที่ถูกปิดบังจากสายน้ำก็จะโผล่ให้เห็นอีกครั้ง

ในน้ำนั้นมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่หลายชนิดเช่นหอยก้อตัด ปลาพุงใหญ่ซึ่งเป็นผลาที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายปลายี่สกหรือนวลจันทร์ แต่เป็นปลาล่าเหยื่อ ในปัจจุบันนี้ปลาพุงใหญ่ถูกสงวนเอาไว้เพื่อเป็นแหล่งขยายพันธุ์ และอีกไม่นานสถานที่แห่งนี้จะเป็นสถานที่อนุรักษ์แมงกะพรุนน้ำจืดที่เป็น เป็นประเทศที่ 5 ของโลกอีกด้วย

นอกจากความงามงามที่กล่าวมาขั้นต้นแล้ว นักท่องเที่ยวจะ ได้ร่วมสนุกไปกับกิจกรรมอีกหลายชนิดเช่น นั่งรถไปยังบริเวณแก่งบางระจัน ซึ่งเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร เมื่อถึงแก่งแล้วก็มีเรือแจวหรือเรืออีโปงของชาวบ้านในบริเวณนั้น ออกจากแก่นบางระจันเป็นจุดแรกก่อนจะล่องเรือไปตามลำน้ำเข็กที่ไหลเรื่อยๆ ไม่เชียวกราด ซึ่งแม่น้ำนี้จะมีน้ำมากก็เฉพาะช่วงหน้าน้ำเท่านั้น ล่องแก่งเรื่อยๆ จะถึงจุดที่สอง จุดนี้เองนักท่องเที่ยวจะ ได้แมงกะพรุนน้ำจืดที่หาชมได้ยากยิ่ง นอกจากแมงกะพรุนแล้วบนปกก็ยังจะมีผีเสื้อพันธุ์หายากเช่น ไกเซอร์ดำ ผีเสือจันทรา เหลืองหนานแฟ้นฉาน ถุงทองป่าสูง จรกา หนอนกะหล่ำ เหลืองหนามใหญ่โคนปีกดำ สะพายฟ้า หางติ่งปารีส หางดาบ หางพลิ้ว ซึ่งเวลาที่จะพบเห็นผีเสื้อได้มากที่สุดก็คือช่วงเวลา 09.00-14.00 น. ถัดจากตรงจุดแวะชมผีเสื้อก็จะเข้าสู่ช่องแคบมะละกาซึ่งเป็นสถานที่สุดท้าย ซึ่งสถานที่ตรงนี้นักท่องเที่ยวจะสามารถลงเล่นน้ำได้ ก่อนจะกลับมารัปทานอาหารแล้วพักค้างคืนกับชาวบ้านในรูปแบบของบ้านพักแบบ แบบ home stay

นักท่องเที่ยวที่ สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณเกรียงไกร สมนรินทร์ ประธานกลุ่มชุมชนคนรักป่าหนองแม่นา-ทานตะวัน โทร. 0 6214 6510 หรือ คุณ สมพงษ์ ตุ้มคำ เหรัญญิกกลุ่มฯ โทร. 0 1046 2166

*เรียบเรียงโดย กินเที่ยวทั่วไทย
**ภาพประกอบจาก http://www.khaokhocountryhome.com
http://www.holidaythai.com

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ



อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ



ในพื้นที่ 50,000 ไร่หรือ 80 ตารางกิโลเมตร ในเขตอำเภอโขงเจียม และอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานีนั้นเป็นเขตพื้นที่ของ อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ ซึ่งมีสภาพทางภูมิศาสตร์โดยทั่วไปนั้นเป็นที่ราบสลับกับเนินเขาเตี้ยๆ ไม่สูงนัก ซึ่งจุดสูงที่สุดอยู่ที่ยอดเขาบรรทัด มีความสูงอยู่ที่ประมาณ 543 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศลาว (สปป.ลาว) ทางทิศเหนือ มีแม่น้ำมูลและแม่น้ำขงไหลผ่านแลดูสวยงามตา แม่น้ำที่แก่งตะนะนั้นมีความเชียวและลึก อีกทั้งยังค้นพบว่าด้านล่างของแม่น้ำยังมีถ้ำอยู่หลายแห่ง ประกอบด้วยบริเวณตรงกลางของแม่น้ำมีเกาะแกงขนาดใหญ่หลายแห่ง ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้มีพรรณปลามากมายอาศัยอยู่อย่างชุกชุม อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะนั้นได้ถูกประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ วันที่ 13 กรกฎาคม 2524 นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 33 ของประเทศ คำว่า ตะนะ นั้นเกี่ยวเนื่องมาจากเรื่องรวมความเชื่อของชาวบ้าน ซึ่งแต่เดิมนั้นเรียกว่า มรณะ เหตุที่มีชื่อเรียกเช่นนี้เพราะบริเวณแก่งตะนะนั้นมีกระแสน้ำไหลเชียวมาก ประกอบกับมีหินน้อยใหญ่มากมาย ชาวบ้านที่อาศัยแม่น้ำสายนี้หากินจับสัตว์น้ำมักจะประสบอุบัติเหตุขึ้นอยู่เสมอๆ ชาวบ้านจึงพากันเรียกว่า แก่งมรณะ แต่หลังจากนั้นจึงคิดได้ว่าชื่อแก่งมรณะนั้นเป็นอัปมงคลไม่น่าเที่ยวจึงเปลี่ยนมาเรียกกันเสียใหม่ว่า แก่งตะนะ  



ภายในอุทยานแห่งชาตินั้นมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่งเช่น ดอนตะนะ ซึ่งกลางแม่น้ำมลนั้นเกิดมีดอนหรือที่รู้จักกันว่าเกาะขวางอยู่กลางแม่น้ำ มีสะพานแขวนพาดผ่านสามารถเดินข้ามไปมาหากันได้ทั้ง 2 ด้าน ส่วนที่น่าพักผ่อนเป็นอย่างยิ่งคือทางตอนเหนือของดอน เพราะเป็นหาดทรายขาวงามตา ตรงกลางของเกาะนั้นมีสิ่งปลูกสร้างสมัยฝรั่งเศสล่าอาณานิคม นันคือเครื่องชี้ร่องน้ำในการเดินเรือ สะพานแขวนเป็นสะพานที่เชื่อมกันด้วยลวดสลิงขนาดใหญ่ ลานผาผึ้งเป็นลานหินทรายและหน้าผาสูงชัน ณ บริเวณนี้เหมาะแก่การชมวิวดูพระอาทิตย์ตกเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังสามารถมองเห็นทัศนียภาพของประเทศลาว (สปป.ลาว) ได้อย่างชัดแจน จุดสุดท้ายที่น่าไปชมคือเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกรากไทร ตั้งอยู่หน้าผาริมแม่น้ำมูล ทางเส้นนี้เป็นเส้นทางเดินเลียบผาซึ่งมีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ตรงนี้นักท่องเที่ยวสามารถศึกษาธรรมชาติของพืชและสัตว์ได้ 

อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะนั้นยังมีบริการที่พักไว้ให้นักท่องเที่ยวได้กางเต้นท์และบ้านพักอีกด้วย โดยนักท่องเที่ยวสามารถติดต่อของพักได้ที่เจ้าหน้าที่อุทยาน

*เรียบเรียงโดย กินเที่ยวทั่วไทย
**ภาพประกอบจาก http://www.dnp.go.th

หมู่บ้านเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน



หมู่บ้านเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน


          ในอดีตนั้นเมืองไทยใช้ภาชนะทำอาหารก็ล้วนแต่ใช้เครื่องปั้นดินเผาทั้งสิน เครื่องปั้นดินเผาของไทยที่สวยงามคงทนนั้นมีมากมายหลายที่ อีกที่หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากรุงเทพฯ มากนักก็คือที่ หมู่บ้านเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน ที่จังหวัดนครราชสีมา (โคราช) หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 15 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 2 นครราชสีมา โชคชัย เป็นอีหมู่บ้านหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูล โดยเมื่อก่อนนั้นชาวหมู่บ้านแห่งนี้ได้เรียนรู้เรื่องการปั้นเครื่องปั้นดินเผาจากชาวข่าซึ่งเป็นชาวเขาเผ่าหนึ่งจัดอยู่ในตระกูลมอญ เขมรส่วนใหญ่อาศัยอยู่แถบลุ่มแม่น้ำโขง แต่เดิมก็เป็นหมู่บ้านที่ปั้นเครื่องปั้นดินเผาที่ใช้ภายในครัวเรือนจำพวกหม้อ ไห โอง ครก ฯลฯ ทว่าปัจจุบันได้พัฒนารูปแบบให้ทันสมัยขึ้น โดยปั้นเป็นเครื่องประดับ และของตกแต่งบ้านมากขึ้น จนถึงยังเป็นสินค้าส่งออกไปขายที่ต่างประเทศอีกด้วย เหตุเพราะเครื่องปั้นดินเผาของหมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่นิยมเพราะ ดินของที่นี่เมื่อเผาออกมาแล้วมีลักษณะเป็นสีสัมฤทธิ์ (สำริด) คือสีออกแดงแกร่งๆ ปัจจุบันสินค้าของหมู่บ้านเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียนนั้นเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก และยังได้รับการจัดตั้งให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเมื่อปี พ.ศ. 2548 นับว่าเป็นหนึ่งใน 4 แห่งของประเทศอีกด้วย

            หากนักท่องเที่ยวสนใจชมความงามของสินค้าประเภทเครื่องปั้นดินเผา หรืออยากจะลองใช้ชีวิตแบบชาวด่านเกวียนแล้วละก็ เมื่อผ่านไปเส้นทางสายนครราชสีมา โชคชัยไม่ควรพลาด โทรฯ สอบถามรายละเอียดได้ที่ 08-7877-7544 / 08-1265-4078 (กลุ่มด่านเกวียนโฮมสเตย์)

*เรียบเรียงโดย กินเที่ยวทั่วไทย
**ภาพประกอบจาก http://www.rayong-live.com

ย้อนสู่ยุคไดโนเสาร์ที่แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว



ย้อนสู่ยุคไดโนเสาร์ที่แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว


ไดโดนเสาร์นั้นเป็นสัตว์ที่มีลำตัวขนาดใหญ่ที่เคยครองโลกใบนี้มาครั้งหนึ่ง ทว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไปนับล้านปี ไดโนเสาร์ที่เคยมีอยู่ก็สูญพันธุ์ลงไป สิ่งเดียวที่ทำให้มนุษย์เชื่อว่า อดีตนั้นเคยมีสัตว์ขนาดใหญ่นี้อาศัยอยู่ก็คือ ซากฟอสซิล หรือ ซากดึกดำบรรพ์ นั้นเอง ซากฟอสซอลนั้นสามารถขุดพบได้หลายแห่งทั่วโลก ซึ่งในประเทศไทยนั้นก็สามารถพบซากฟอสซิลได้เช่นกัน โดยเฉพาะที่ แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งถือได้ว่าที่นี่สามารถพบซากฟอสซิลที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย และขุดพบได้มากที่สุดในเอเชีย อีกทั้งยังขุดพบซากฟอสซิลของไดโนเสาร์ตระกูลกินพืชมากกว่า 700 กว่าชิ้น จัดอยู่ในกลุ่ม ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่ มีอายุเมื่อหลายร้อยล้านปีมาแล้ว การขุดพบซากฟอสซิลนี้ ได้ค้นพบในปี พ.ศ.2513 โดยเจ้าอาวาสวัดสักกะวัน และหลักจากการค้นพบครั้งแรกก็สามารถค้นพบซากฟอสซิลอีกมากมาย ซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วบริเวณ ใกล้กับ แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว ยังมี พิพิทธภัณฑ์สิรินธร ซึ่งจัดแสดงนิทรรศการด้านธรณีวิทยาและเก็บรักษาซากไดโนเสาร์ที่ขุดพบในวัดสักกะวันอีกด้วย
ปัจจุบันเปิดให้เข้าชมแล้วตั้งแต่เวลา 9.00 น. -17.00 น. สามารถเดินทางไปชมได้ตามเส้นทางกาฬสิทธุ์ - สหัสขันธ์ ประมาณ 25 กิโลเมตร

*เรียบเรียงโดย กินเที่ยวทั่วไทย
**ภาพประกอบจาก http://lib12.kku.ac.th